รวมประโยชน์ โกโก้ กินอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ
23 กุมภาพันธ์ 2026

พูดถึง โกโก้ หรือ ช็อกโกแลต เชื่อว่าหลายคนต้องมีเมนูโปรดในใจแน่นอน ไม่ว่าจะโกโก้เย็นเข้ม ๆ หรือขนมหวานช็อกโกแลตที่ช่วยฮีลใจในวันเหนื่อย ๆ แต่เคยสงสัยไหมว่า จริง ๆ แล้วโกโก้มีต้นกำเนิดจากที่ไหน แล้วการกินโกโก้บ่อย ๆ ดีต่อสุขภาพจริงหรือเปล่า? เดี๋ยวบทความนี้จะเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย กินยังไงให้ได้ประโยชน์ และเลี่ยงอะไรบ้าง🍫
โกโก้ คืออะไร?
โกโก้ คือเมล็ดของพืชชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาผลิตช็อกโกแลต ภายในโกโก้มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งอาจนำมาใช้รักษา หรือป้องกันโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง ไขมันจากเมล็ดโกโก้อาจนำมาใช้ป้องกันผิวหนังจากริ้วรอย และรอยแตกลายได้ ทั้งนี้แม้ว่าโกโก้จะเต็มไปด้วยคุณประโยชน์สารพัด แต่ผู้บริโภคก็ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดตามมาได้อีกด้วย

โกโก้กับ ช็อกโกแลต ต่างกันอย่างไร
โกโก้ และ ช็อกโกแลต ต่างกันที่ กระบวนการผลิตและส่วนผสม โดยทั้งคู่เริ่มต้นจากเมล็ดคาเกาเหมือนกัน แต่ โกโก้ คือส่วนที่สกัดเอาไขมันโกโก้ ออกไปจนเกือบหมดแล้วนำไปบดเป็นผง ทำให้มีรสขมเข้มและไขมันต่ำ ในขณะที่ ช็อกโกแลต คือการนำเนื้อโกโก้มาผสมกลับเข้ากับไขมันโกโก้ น้ำตาล นม หรือส่วนผสมอื่น ๆ ทำให้มีเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่มและละลายในปากได้ง่ายกว่า สรุปสั้น ๆ คือโกโก้คือผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปแยกส่วนเพื่อเน้นการใช้งานในรูปแบบผง ส่วนช็อกโกแลตคือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีไขมันโกโก้เป็นส่วนประกอบสำคัญเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่กลมกล่อม
แหล่งกำเนิดของโกโก้
แหล่งกำเนิดโกโก้นั้น มาจากต้นโกโก้ (Cocoa tree) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Theobroma cacao” ซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองของอเมริกาใต้ ต้นโกโก้สามารถปลูกได้ทั่วไปในเขตร้อน รวมถึงทางภาคใต้ของไทย ซึ่งมีความชื้นสูง และฝนตกชุก มีอยู่ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ Forastero, Criollo และ Trinitario

ส่วนของต้นโกโก้ที่นำมาสกัดเป็นโกโก้ให้เรารับประทานนั้น คือ เมล็ดซึ่งอยู่ในผลโกโก้ โดยเมล็ดจะต้องถูกนำไปหมักให้มีกลิ่นหอม แล้วนำไปตากแห้งเพื่อให้ความชื้นลดลง จากนั้นจะถูกนำไปคั่ว จนได้สิ่งที่เรียกว่า “คาเคา นิบส์ (Cocoa nib)” ซึ่งเป็นเมล็ดสีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นหอม รสชาติขมเป็นเอกลักษณ์
Cocoa nib สามารถนำมารับประทานได้เลย โดยใช้โรยหน้าขนม เครื่องดื่ม หรือจะนำไปแปรรูปเป็นผงโกโก้ เครื่องดื่มสำเร็จรูป หรือช็อกโกแลตแท่งก็ได้
โกโก้มีคาเฟอีนไหม?
โกโก้มีคาเฟอีน แต่มีในปริมาณที่ น้อยกว่ากาแฟมาก โดยเฉลี่ยแล้วผงโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะ จะมีคาเฟอีนประมาณ 12 มิลลิกรัม ในขณะที่กาแฟหนึ่งแก้วอาจมีสูงถึง 95–150 มิลลิกรัมเลยทีเดียวค่ะ
นอกจากคาเฟอีนแล้ว ในโกโก้ยังมีสารสำคัญอีกตัวที่ชื่อว่า ธีโอบโรมีน (Theobromine) ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทและหัวใจคล้ายคาเฟอีน แต่จะออกฤทธิ์อ่อนกว่าและให้ความรู้สึกคงที่ยาวนานกว่า ทำให้บางคนรู้สึกกระปรี้กระเปร่าแบบผ่อนคลายหลังจากดื่มโกโก้ค่ะ
ประโยชน์และโทษ ของโกโก้
โกโก้มีคุณประโยชน์เด่นในด้านสุขภาพหัวใจและสมอง แต่หากบริโภคในรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่มีการเติมน้ำตาลหรือไขมันสูงเกินไปก็อาจส่งผลเสียได้ ดังนี้ค่ะ

ประโยชน์ของโกโก้
- อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ มีสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) สูง ช่วยลดการอักเสบในร่างกายและชะลอความเสื่อมของเซลล์
- บำรุงหัวใจและหลอดเลือด ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ลดความดันโลหิตสูง และลดความเสี่ยงต่อการเกิดอัมพฤกษ์อัมพาต
- ส่งเสริมสุขภาพสมอง ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น ส่งผลดีต่อความจำและการทำงานของระบบประสาท
- ปรับสมดุลอารมณ์ มีสารที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งเอนดอร์ฟินและเซโรโทนิน ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและลดความเครียดได้
โทษและข้อควรระวังของโกโก้
- สารคาเฟอีนและธีโอบโรมีน หากดื่มในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้ใจสั่น
- นอนไม่หลับ หรือกระสับกระส่ายได้เสี่ยงต่อโรคอ้วนและเบาหวาน ผงโกโก้ส่วนใหญ่มักถูกปรุงแต่งด้วยน้ำตาลและครีมเทียม ซึ่งเป็นสาเหตุของน้ำหนักเกินและระดับน้ำตาลในเลือดสูง
- การดูดซึมแคลเซียม โกโก้มีสารออกซาเลต (Oxalate) ซึ่งหากบริโภคมากเกินไปอาจรบกวนการดูดซึมแคลเซียมและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตในผู้ที่มีความเสี่ยงค่ะ
โกโก้มีทั้งประโยชน์และข้อควรระวัง การดื่มอย่างพอดีจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดค่ะ หวังว่าคอนเทนต์นี้จะช่วยให้แก้วโปรดครั้งหน้าของทุกคนอร่อยและสุขภาพดีไปพร้อมกัน ส่วนใครที่รู้สึกว่าคาเฟอีนในโกโก้อาจจะน้อยไป อยากอัปเลเวลความตื่นตัว แนะนำให้ดื่ม กาแฟดำ แบบไม่มีน้ำตาล จะช่วยเบิร์นไขมันและกระตุ้นความสดชื่นได้ดีด้วยค่ะ 🍫💛
Advertisement

ที่โชว์รูม SGE เราให้คุณได้ ทดลองใช้งานสินค้าฟรี เพราะเราอยากให้การผลิตของคุณเป็นเรื่อง ง่ายตั้งแต่วันแรกที่เริ่ม
Advertisement












