เฉาก๊วยทำมาจากอะไร? มีประโยชน์อย่างไรบ้าง พร้อม 5 เมนูสุดฮิต
3 กันยายน 2025

เฉาก๊วย ของหวานดับร้อนยอดฮิต เหมาะกับอากาศร้อน ๆ ของประเทศไทย ที่มีสีดำ เนื้อหนึบ แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะเฉาก๊วยไม่ได้มีดีแค่ความอร่อยเท่านั้น ยังเต็มไปด้วยสรรพคุณน่าสนใจ วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับ เฉาก๊วย และแนะนำ เมนูสุดฮิต ที่ต้องลองสักครั้ง
เฉาก๊วยทำมาจากอะไร?

เฉาก๊วย ทำมาจาก “หญ้าเฉาก๊วย” (ต้น Mesona chinensis) ซึ่งเป็นพืชในตระกูลเดียวกับใบสะระแหน่ โดยนำใบและก้านมาต้มจนได้น้ำสีดำเข้ม จากนั้นเติมแป้งเล็กน้อยเพื่อช่วยให้เซ็ตตัว แล้วทิ้งไว้จนกลายเป็นวุ้นสีดำ เข้ามาในประเทศไทยโดยชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสมัยอยุธยา และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน

ต้นเฉาก๊วย มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นและเถาเป็นแบบกิ่งเลื้อย มีขนาดเล็ก เป็นเหลี่ยม มองแล้วคล้ายต้นสะระแหน่ ลำต้นเปราะ หักง่าย ส่วนกิ่งแตกแขนงออกตามข้อของลำต้น ทอดยาวคลุมตามดินได้ 50-120 เซนติเมตร ในส่วนของใบเฉาก๊วยจะมีความคล้ายคลึงกับใบสะระแหน่ มีปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบหยักเป็นฟันเลื้อย ใบมีสีสดไปจนถึงเขียวเข้ม และมีขนขนาดเล็กปกคลุม
ประโยชน์ของเฉาก๊วย
แม้เฉาก๊วยจะเป็นเพียงของหวานง่าย ๆ แต่กลับเต็มไปด้วยคุณค่าที่ดีต่อร่างกาย ดังนี้
1.แก้ร้อนในและช่วยดับกระหาย
เฉาก๊วยถือเป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็นที่มีคุณสมบัติช่วยดับกระหาย ลดอุณหภูมิในร่างกาย และทำให้รู้สึกสดชื่น เหมาะสำหรับอากาศร้อนในบ้านเรา
2.มีใยอาหารช่วยเรื่องระบบขับถ่าย
เนื้อเฉาก๊วยมีใยอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และช่วยลดอาการท้องผูกได้
3.แคลอรีต่ำ เหมาะกับคนควบคุมน้ำหนัก
เพราะในเฉาก๊วย มีแคลอรีต่ำ มีใยอาหารสูง ทำให้เรารู้สึกอิ่มนานขึ้น และช่วยในกระบวนการขับถ่าย โดยเฉาก๊วย 100 กรัม ให้พลังงานเพียงประมาณ 35–40 กิโลแคลอรีเท่านั้น นอกจากนี้ หากเลือกเฉาก๊วยที่ ไม่เติมน้ำเชื่อม หรือใช้น้ำหวานจากธรรมชาติ จะช่วยลดน้ำตาลและแคลอรีส่วนเกินได้ เหมาะกับคนที่กำลังควบคุมอาหารหรือลดน้ำหนัก
4.มีสารต้านอนุมูลอิสระ
ในเฉาก๊วย มีสารประกอบธรรมชาติ เช่น โพลีฟีนอล และ ซาโปนิน ซึ่งช่วยต่อต้านและกำจัดอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ อีกทั้งยังช่วยลดการอักเสบและช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายได้อีกด้วย
5.ควบคุมน้ำตาลในเลือด
เฉาก๊วยเป็นที่รู้จักในฐานะ “อินซูลินจากธรรมชาติ” เนื่องจากมีสารสำคัญหลายชนิดที่ช่วยจัดการระดับน้ำตาลในเลือด เพราะมีสาร Charantin ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดน้ำตาลในเลือด มี Polypeptide-P โปรตีนที่ทำงานคล้ายอินซูลิน และมีสาร Vicine ช่วยเพิ่มการใช้กลูโคสของเซลล์ ทำให้เฉาก๊วยจึงเป็นของหวานที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาลในเลือด หรือป้องกันโรคเบาหวาน
เมนูเฉาก๊วยสุดฮิต

นอกจาก เฉาก๊วย จะมีประโยชน์และสรรพคุณมากมายแล้ว ยังสามารถนำมาทำเป็นเมนูหลากหลายที่ทั้งอร่อยและสดชื่น เหมาะกับอากาศร้อน ๆ ของประเทศไทย แต่มีเมนูแบบไหนบ้างที่ไม่ควรพลาด
1.เฉาก๊วยนมสด
เมนูสุดคลาสสิกที่หลายคนโปรดปราน รสชาติหวานมันของนมสดผสมกับเนื้อเฉาก๊วยหนึบ ๆ ทำให้กินแล้วสดชื่นและอิ่มกำลังดี เหมาะเป็นของหวานหลังอาหารหรือของทานเล่นในวันร้อน
2.เฉาก๊วยชากังราว
ตำนานความอร่อยจากจังหวัดกำแพงเพชร สูตรดั้งเดิมที่โด่งดังไปทั่วประเทศ มีเอกลักษณ์ตรงการใช้เฉาก๊วยเนื้อแน่นหอมอร่อย กินกับน้ำเชื่อมสูตรโบราณเย็น ๆ เป็นรสชาติที่ใครได้ลองก็ต้องติดใจ
3.เฉาก๊วยชาและกาแฟ
เอาใจสายเครื่องดื่มเข้มข้นด้วยการผสมเฉาก๊วยลงไปในชาไทยหรือกาแฟ เพิ่มความหนึบหนับให้กับรสชาติที่หอมเข้ม ดื่มแล้วได้ทั้งความสดชื่นและความอร่อยที่ไม่จำเจ
4.เฉาก๊วยโบกเกี้ย
เมนูขนมหวานสไตล์จีนโบราณที่รวมความหลากหลายของถั่วแดง ถั่วเขียว และเครื่องหวานอื่น ๆ เข้ากับเฉาก๊วย เนื้อสัมผัสที่หลากหลายทำให้เป็นเมนูที่อิ่มอร่อยในถ้วยเดียว
5.น้ำเฉาก๊วยเย็น
เมนูง่าย ๆ แต่ครองใจใครหลายคน แค่หั่นเฉาก๊วยเป็นชิ้นเล็ก ๆ เติมน้ำเชื่อมและน้ำแข็ง ก็กลายเป็นเครื่องดื่มดับร้อนที่ทำได้เองง่าย ๆ ที่บ้าน
วิธีทำเฉาก๊วย จากต้นเฉาก๊วย
- นำต้นเฉาก๊วยมาล้างทำความสะอาด แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง
- หลังจากเตรียมต้นเฉาก๊วยเสร็จ ให้นำต้นเฉาก๊วยแห้งมาล้างทำความสะอาด
- นำต้นเฉาก๊วยลงต้มในน้ำ อัตราส่วนเฉาก๊วยกับน้ำที่ 1:20-30
- ต้มเคี่ยวน้ำเฉาก๊วยนาน 2-4 ชั่วโมง ขึ้นกับความแข็งของต้นเฉาก๊วย จนน้ำเฉาก๊วยมีลักษณะข้นเป็นเมือก และมีสีดำใส
- ตักต้นเฉาก๊วยขึ้นมา แล้วใช้มือขยำหรือนวดต้นเฉาก๊วย เพื่อให้เมือกหลุดออกลงหม้อต้ม
- แยกกากต้นเฉาก๊วยออกจากน้ำต้ม และตั้งทิ้งไว้สักพักเพื่อให้ตะกอน และดินตกลงด้านล่างหม้อ
- ทำการกรองน้ำต้มเฉาก๊วยด้วยผ้าขาวบาง 1-2 ครั้ง โดยค่อยๆเทเบาๆ เพื่อไม่ให้ตะกอนด้านล่างฟุ้งขึ้นมา
- นำน้ำต้มเฉาก๊วยที่มีลักษณะเหนียวข้นตั้งทิ้งไว้ให้เย็นจนได้เฉาก๊วยที่มีลักษณะก้อนอ่อนนุ่ม
- หากต้องการเพิ่มความเหนียว และความแข็ง ให้เติมโซเดียมไบคาร์บอเนต ประมาณ 1-2 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ลิตร ก่อนนำไปต้มอีกครั้งหรือใส่ในขณะที่น้ำเฉาก๊วยยังร้อน
- หากต้องการเพิ่มความแข็ง และเหนียวขึ้นมาอีกให้นำแป้งท้าวยายหม่อมหรือแป้งอ่อน เช่น แป้งมันสำปะหลังลงต้มผสม และนำน้ำต้มที่กรองเสร็จแล้วลงต้มผสมกับแป้งนาน 15 นาที โดยแป้งอาจเปลี่ยนเนื้อสัมผัสและรสชาติของเฉาก๊วย จากนั้นกวนจนได้เมือกเหนียวดำ และเป็นมันเงา ก่อนเทใส่แม่พิมพ์หรือตั้งให้จับตัวเป็นก้อนในหม้อ
การเลือกซื้อและเก็บรักษาเฉาก๊วยสำเร็จรูป
เพื่อให้ได้เฉาก๊วยที่ทั้งอร่อยและปลอดภัยมากที่สุด ควรใส่ใจตั้งแต่การเลือกซื้อไปจนถึงการเก็บรักษา
การเลือกซื้อเฉาก๊วย
ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากชัดเจน บอกส่วนประกอบและวันหมดอายุ ตรวจสอบ สี กลิ่น และเนื้อสัมผัสที่ดี ไม่มีสิ่งแปลกปลอม และสีที่ดูขุ่นซีดหรือมีกลิ่นผิดปกติคือสัญญาณของเฉาก๊วยที่เสียแล้ว ไม่ควรซื้อมา นอกจากนี้ควรเลือกตามความชอบส่วนตัว เพราะเฉาก๊วยมีทั้งแบบหนึบหนับ หวานน้อย หรือผสมนมสด ควรเลือกที่สะดวกต่อการรับประทาน
การเก็บรักษาเฉาก๊วย
นำเฉาก๊วยใส่ภาชนะแล้วปิดให้มิดชิด จากนั้นเก็บในตู้เย็น โดยแช่เอาไว้ตลอดเวลาภายใต้อุณหภูมิ 5-14 องศาเซลเซียส หรือในช่องแช่ธรรมดาของตู้เย็น และหลีกเลี่ยงการนำไปแช่แข็ง (Freezer) เพราะจะทำให้เนื้อเฉาก๊วยเสียได้ หากเปิดบรรจุภัณฑ์แล้ว ต้องเก็บไว้ในที่เย็นตลอดเวลา ไม่ควรวางทิ้งไว้ในที่อุณหภูมิปกติหรือโดนแสงแดด
เฉาก๊วย ไม่ใช่เพียงของหวานดับร้อน แต่ยังเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์มากมาย ทั้งช่วยลดความร้อนในร่างกาย เพิ่มใยอาหารให้ระบบขับถ่าย แคลอรีต่ำเหมาะกับคนคุมน้ำหนัก และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถนำมาทำเป็นเมนูสุดฮิตมากมาย อร่อยสดชื่นได้ทุกโอกาส
Advertisement

ที่โชว์รูม SGE เราให้คุณได้ ทดลองใช้งานสินค้าฟรี เพราะเราอยากให้การผลิตของคุณเป็นเรื่อง ง่ายตั้งแต่วันแรกที่เริ่ม
Advertisement












